ล่าสุด BYD ได้เปิดตัว Seagull รุ่นที่ 2 อย่างเป็นทางการแล้ว รถแฮทช์แบ็กรุ่นปรับปรุงใหม่นี้มาพร้อมกับการปรับปรุงในหลายอย่างด้วยกัน รวมถึงขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้าอีกด้วย สำหรับการจัดวางเบาะนั่งแบบใหม่ 5 ที่นั่ง ใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ Blade รุ่นที่ 2 ที่มาพร้อมระบบชาร์จเร็ว และระบบ LiDAR ที่เป็นอุปกรณ์เสริมอีกด้วย
รุ่นใหม่นี้มีให้เลือก 5 รุ่นย่อย ด้านล่างนี้คือราคาสำหรับรุ่นใหม่นี้
| รุ่นรถ | ราคา (หยวน และ บาท) |
|---|---|
| Vitality Edition | 65,900 (หรือราว ๆ 3.3 แสนบาท) |
| Freedom Edition | 72,900 (หรือราว ๆ 3.6 แสนบาท) |
| Ease Edition | 75,900 (หรือราว ๆ 3.8 แสนบาท) |
| Flight Edition | 82,900 (หรือราว ๆ 4.1 แสนบาท) |
| Smart Edition | 99,900 (หรือราว ๆ 5.0 แสนบาท) |
รถยนต์ Seagull รุ่นที่ 2 มีราคาถูกกว่ารุ่นโฉมปี 2025 ซึ่งเริ่มต้นที่ 69,900 หยวน (หรือประมาณราว ๆ 3.5 แสนบาท) ทำให้รุ่นเริ่มต้นปี 2027 มีราคาถูกกว่าถึงประมาณราว ๆ 2.3 หมื่นบาท
![]()
ราคาของ BYD Seagull เปิดเผยในงานเปิดตัวที่เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน
ขนาดที่ใหญ่ขึ้น!!
Seagull รุ่นใหม่มีขนาดใหญ่ขึ้น รถแฮทช์แบ็กขนาดเล็กคันนี้มีความยาว 4,205 มิลลิเมตร กว้าง 1,810 มิลลิเมตร และสูง 1,570 มิลลิเมตร โดยมีระยะฐานล้อ 2,650 มิลลิเมตร
โดยเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าคือ
(3,780 มิลลิเมตร × 1,715 มิลลิเมตร × 1,540 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,500 มิลลิเมตร) รุ่นใหม่นี้มีห้องโดยสารที่กว้างขวางขึ้น สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 5 คน รุ่นเดิม 4 คน
ทำให้ Seagull รุ่นใหม่ยาวขึ้น 425 มิลลิเมตร โดยมีระยะฐานล้อที่ยาวขึ้น 150 มิลลิเมตร ทำให้ใกล้เคียงกับ BYD Dolphin มากขึ้น ความจุสัมภาระด้านหลังอยู่ที่ 1,380 ลิตร ในขณะที่ช่องเก็บของด้านหน้าแบบใหม่มีพื้นที่ 94 ลิตร
การออกแบบภายนอก
โดยมีลักษณะที่ดูสปอร์ตและเพรียวบาง พร้อมไฟส่องสว่างตำแหน่งแบบ “trident” ลูกค้าสามารถเลือกสีภายนอกได้ 6 สี ได้แก่ สีเขียวมะนาว สีชมพูเบอร์รี่ สีขาวครีม สีส้มมะม่วง สีฟ้ามะพร้าว และสีเทาเงา
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
รายละเอียดภายนอกของ BYD Seagull เจเนอเรชันที่ 2
ห้องโดยสารอัจฉริยะ
ภายในห้องโดยสารมีการจัดวางในแนวนอน พร้อมวัสดุที่ประณีต และสีใหม่ 3 โทนสี ได้แก่ สีขาว Shell White, สีชมพู Clear Sky Pink และสีเทา Polar Star Grey รถคันนี้ติดตั้งระบบห้องโดยสารอัจฉริยะ DiLink 150 ซึ่งมีจอแสดงผลขนาด 15.6 นิ้วเป็นศูนย์กลาง ขับเคลื่อนด้วย AI DeepSeek เวอร์ชันเต็ม
ฟีเจอร์ด้านความสะดวกสบายได้รับการอัพเกรด รวมถึง
- เบาะคนขับปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง และเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้าได้ 4 ทิศทาง
- ระบบอุ่นและระบบระบายอากาศ 3 ระดับ สำหรับเบาะหน้าทั้ง 2 ข้าง พร้อมระบบนวดหลายโหมดสำหรับคนขับ
- ระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย 50W, ไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสาร 127 สี และระบบเสียง 8 ตำแหน่ง
- พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้าใหม่ขนาด 94 ลิตร และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังขยายได้สูงสุดถึง 1,380 ลิตร
![]()
![]()
ระบบช่วยเหลือการขับขี่และความปลอดภัย
จุดเด่นสำคัญของ Seagull รุ่นใหม่คือระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) DiPilot 300 “God’s Eye” ที่ใช้เทคโนโลยี LiDAR ซึ่งช่วยให้สามารถใช้งานฟีเจอร์ขั้นสูงต่างๆ เช่น การนำทางในเมืองแบบอัตโนมัติ (CNOA), การนำทางความเร็วสูงแบบอัตโนมัติ (HNOA), การจดจำสัญญาณไฟจราจรพร้อมการนับถอยหลัง และระบบหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางในทุกสถานการณ์
ความปลอดภัยได้รับการเสริมด้วยโครงสร้างตัวถังแบบกรง “ten-horizontal, four-vertical” ถุงลมนิรภัยสูงสุด 6 ใบ และระบบช่วยทรงตัวเมื่อยางระเบิดอีกด้วย
ระบบขับเคลื่อนและประสิทธิภาพ
Seagull รุ่นใหม่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลัง 85 กิโลวัตต์ (114 แรงม้า) หรือ 95 กิโลวัตต์ (127 แรงม้า) โดยทั้ง 2 รุ่น ให้แรงบิด 130 นิวตันเมตร รถยนต์รุ่นนี้ใช้แบตเตอรี่ Blade รุ่นที่ 2 ของ BYD ซึ่งมีให้เลือกสองขนาดคือ 30.1 kWh และ 39.2 kWh โดยมีระยะทางการวิ่งตามมาตรฐาน CLTC อยู่ที่ 320 กม. (~259 กม. ตามมาตรฐาน WLTP) และ 420 กม. (~340 กม. ตามมาตรฐาน WLTP) ตามลำดับ อัตราการใช้พลังงานอยู่ที่ 9.0 kWh/100 กม. นอกจากนี้ รถยังมีระบบกันสะเทือนหลังแบบอิสระมัลติลิงค์ และรัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 4.95 เมตร
รุ่นท็อป 3 รุ่น ที่ใช้แบตเตอรี่ขนาด 39.2 kWh จะมีการอัพเกรดหลักคือ ระบบชาร์จเร็ว (Flash Charging) ซึ่งช่วยให้รถชาร์จจาก 10% ถึง 70% ได้ภายใน 5 นาที ตามข้อมูลของ BYD
![]()
![]()
![]()
![]()
BYD Seagull มียอดขายทั่วโลก 266,000 คัน ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 (มกราคม-กันยายน) ลดลง 33% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ยอดขายในประเทศจีนลดลงอย่างมาก โดยยอดขาย Seagull ลดลง 66% เหลือ 83,600 คัน
วิเคราะห์คู่แข่ง
สาเหตุหลัก ๆ คือ Geely EX2 (Xingyuan) รถแฮทช์แบ็กขนาดเล็กที่ปัจจุบันเป็นรถยนต์ขายดีที่สุดในจีน โดยมียอดขาย 310,000 คัน ในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน แซงหน้า Tesla Model Y ซึ่งเป็นรถยนต์ขายดีอันดับ 2 ของจีนที่มียอดขาย 277,000 คัน
จุดแข็ง Seagull Gen 2
ด้วยราคาที่ดึงดูดใจ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ขนาดที่ใหญ่ขึ้น และระบบชาร์จเร็ว Flash Charging BYD คาดว่า Seagull รุ่นใหม่จะกลับมาครองตลาดรถแฮทช์แบ็กขนาดเล็กอีกครั้ง
ที่มา: carnewschina.com

