Skip to content
Home » ข่าวรถยนต์ » GWM เตรียมส่ง Haval H6 และ F7X สองรถ SUV หัวหอกสำคัญในการทะลวงตลาดไทย!

GWM เตรียมส่ง Haval H6 และ F7X สองรถ SUV หัวหอกสำคัญในการทะลวงตลาดไทย!

เรียกได้ว่าเป็นกระแสที่มาแรงเอามากๆ กับการเตรียมเปิดแบรนด์ในไทยอย่างเป็นทางการของ Haval ภายใต้บริษัท Great Wall Motors (GWM) ในประเทศไทย ซึ่งมาถึงเวลานี้แล้วก็อีกแค่อึดใจเดียวเท่านั้น!

Haval F7X

จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง และพิจารณาถึงความเป็นไปได้แล้ว 2 รถ SUV จากทางค่ายที่น่าจะเป็นตัวเบิกทางสำหรับการทำตลาดในประเทศไทยนั้นก็คือ All New Haval H6 และ All New Haval F7X ที่เพิ่งจะเปิดตัวกันในจีนไปก่อนหน้านี้แบบสดๆ ร้อนๆ

สำหรับ All New Haval H6 นั้น ถือว่าเป็นรถ SUV ขนาดใหญ่ (มิติพอๆ กันกับ CR-V และ CX-5) มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตรแบบเทอร์โบชาร์จ ให้แรงม้าสูงสุดมาอยู่ที่ 169 ตัว และยังจะมีเครื่อง 2.0 ลิตรเทอร์โบชาร์จให้เลือกในรุ่นท็อปด้วย มิติของตัวรถจะมีขนาดยาว 4,653 มม. กว้าง 1,886 มม. และสูง 1,730 มม. ระยะฐานล้อจะอยู่ที่ 2,738 มม. โดยจะมากกว่ารุ่นเดิมไปถึง 58 มม. ด้วยกัน

Great Wall Motor Haval H6

ตัวรถนั้นมีการใช้กระจังหน้าทรง 6 เหลี่ยมขนาดใหญ่แบบใหม่ และมีการเพิ่มขนาดโลโก้ “HAVAL” ให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ลักษณะการออกแบบไฟหน้าแบบใหม่นั้นมีความเฉียบคมมากยิ่งขึ้น พร้อมกับไฟตัดหมอกแบบใหม่ การเดินเส้นสายโดยรวมของตัวรถนั้นเน้นความทันสมัยตามแนวทางของรถ SUV ในยุคนี้ ในขณะที่ส่วนของตัวถังนั้นก็ได้รับการออกแบบกันมาใหม่ด้วย พร้อมด้วยฟีเจอร์ช่วยเหลือด้านความปลอดภัยอย่างครบครัน

ส่วน All New Haval F7X นั้นจะมีเครื่องยนต์ให้เลือกอยู่ 2 รูปแบบคือ เครื่องยนต์แบบ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ให้แรงม้าสูงสุด 169 ตัว แรงบิดสูงสุด 285 นิวตันเมตร และเครื่องยนต์แบบ 2.0 ลิตรเทอร์โบ ให้แรงม้าสูงสุด 224 ตัว แรงบิดสูงสุด 358 นิวตันเมตร โดยเครื่องยนต์ทั้งคู่นั้นจะทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดแบบดูอัลคลัทช์ DCT และขับเคลื่อน 4 ล้อ four-wheel drive system ซึ่งทางค่ายเคลมไว้ว่าในรุ่นท็อปเครื่อง 2 ลิตรนั้น สามารถทำความเร็วตั้งแต่ 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียงแค่ 7.5 วินาทีเท่านั้น

รวมไปถึงโหมดการขับขี่ถึง 6 โหมด อย่างโหมด Standard (มาตรฐาน), Sport (เน้นความแรง), Mud (ลุยโคลน), Sand (ลุยทางฝุ่นทางทราย), Snow (ลุยหิมะ) และ ECO (ประหยัดน้ำมัน) หน้าจอแสดงผลภายในตัวรถจะเป็นแบบ LCD ขนาด 7 นิ้วสำหรับแดชบอร์ด และขนาด 9 นิ้วสำหรับการแสดงผลมัลติมีเดียต่างๆ ซึ่งรองรับระบบทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto นอกจากนั้นยังเสริมระบบความปลอดภัยด้วย Air Bag ถึง 6 ลูกด้วยกัน, ระบบป้องกันการชน, เบรก ABS และระบบกล้องมองรอบคัน

อย่างเร็วที่สุดที่เราจะได้เจอกับการเปิดตัวรถทั้ง 2 รุ่นนี้ในไทยก็คืองาน Motor EXPO 2020 ช่วงต้นเดือนธันวาคม หรืออย่างช้าที่สุดก็ไม่น่าจะเกินงาน Motor Show 2021 ช่วงเดือนมีนาคมปีหน้า โดยจุดแข็งที่สุดของทางค่ายนั้นก็คือในเรื่องของราคา ที่เรียกได้ว่าอาจจะเอื้อมถึงได้ง่ายเอามากๆ !

Credit : autohome.com.cn

6906aec152c6ec522da7986411736117.png
dbc3ca9a26a74f47243648972bddf961.png
9eeb195abd2c4cf2cbd761c79378dbcd.jpg
18e833dfa0f9d960fe8091ef9e601020.jpg

รถใหม่ ราคารถยนต์ รถเก๋ง
ติดต่อเรา [email protected]